Health

คำอธิบาย กฎหมายสาธารณสุข โดย  อ.กานต์ เจิมพวงผล


หมวด 7 กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

  1. ความหมายกิจการที่มีกระบวนการผลิต หรือกรรมวิธีการผลิต ที่
    1. ก่อให้เกิดมลพิษ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค
    2. ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ของประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  2. กิจการที่เป็นอันตรายสุขภาพ ต้องประกาศในประกาศสาธารณสุข 13 หมวด 135 กิจการ (ถ้าประกาศไม่มี ไม่ถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ)
  3. ต้องตีความว่ากิจการนั้นเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ เช่น
    1. การประกอบกิจการเลี้ยงดูเด็กที่บ้าน การประกอบกิจการให้บริการผู้สูงอายุที่บ้าน เน้นการจัดหาคนไปดูแล เด็กหรือผู้สูงอายุที่บ้าน ส่วนการเปิด Daycare ไม่ใช่กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
    2. ร้านขายของเก่า ที่สะสมของมาก จัดเป็นข้อ 13 กิจการอื่นๆ การสะสมวัสดุหรือสิ่งของชำรุด ใช้แล้วหรือเหลือใช้
    3. ท่าเรือที่ให้เขาเช่าสถานที่ เก็บของ จัดเป็น กิจการอื่น การประกอบกิจการโกดังสินค้า
    4. การเลี้ยงนกนางแอ่น ถือเป็น กิจการที่เป็นการเลี้ยงสัตว์ปีก ต้องดูว่าเป็นการค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายสู่สุขภาพ ถ้าไม่ได้เป็นการค้า จะเข้าข่ายเหตุรำคาญ และดูว่ามีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่
    5. ขายรถมือ 2 ถือเป็นการสะสมของใช้แล้วเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  4. ปกติ ชาวบ้านจะมาร้องด้วยเหตุรำคาญ เมื่อเข้าเกณฑ์เหตรำคาญก็ต้องดูต่อว่าเป้นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่  เพราะถ้าเป็นเหตุรำคาญมีอำนาจตามมาตรา 28 ซึ่งการสั่งให้หยุดกิจการได้ ต้องอันตรายอย่างร้ายแรงที่สามารถพิสูจน์ได้  ถ้าเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะอำนาจในมาตรา 45 สูงกว่า แต่ต้องดูว่าถ้าไม่มีข้อกำหนดจริงๆ ถึงไปเล่นเรื่องเหตุรำคาญ
  5. การดำเนินงาน ของ อปท.ต้อง
    1. ออกข้อกำหนดท้องถิ่น ถ้าไม่ได้ออก ก็ไม่สามารถควบคุมได้ตาม กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยข้อกำหนดประกอบด้วย
      1. กำหนดประเภทกิจการที่ต้องควบคุมภายในท้องถิ่น
      2. กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไป
    2. ออกใบอนุญาต  ในกรณที่เป็นการค้า ถ้าไม่ได้เป้นการค้าไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
    3. เฝ้าระวังด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
  6. กรณีที่ปรับปรุงข้อกำหนดใหม่ ซึ่งเข้มงวดกว่าเดิม ใบอนุญาตเดิม ก็กำหนดไปตามหลักเกณฑ์เดิมก่อน จนกว่าใบอนุญาตหมดอายุ ก็ต้องเป้นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่
  7. การออกใบอนุญาต ออก 1 ใบต่อประเภท/แห่ง (ถ้าประเภทเดียวกัน ขอใบเดียว) ถ้ามีหลายประเภท ให้ออกหลายใบตามประเภท เช่น เคาะ ปะผุ ซ่อม ถ่วงล้อ อีดฉีด ขอ 3 ใบ (เคาะ ปะผุ 1 ใบ ,ซ่อม ถ่วงล้อ 1 ใบ อัดฉีด 1 ใบ)
  8. ถ้าเพิ่มไปตั้งสถานที่อื่น ต้องขออีกใบ ยกเว้นการขยายในสถานที่เดิม แจ้งท้องถิ่น ให้ทราบหรือออกใหม่
  9. คำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุข ไม่ใช่กฎหมายเป็นคำแนะนำ โดยดำเนินการตามแบบ Check List
  10. กิจการที่เป็นอันตรายสุขภาพ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ นอกจาก พรบ.สธ.ด้วย ได้แก่ ผังเมือง ควบคุมอาคาร โรงงาน สถานประกอบการ  โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นด้วย

หมวด 8 ตลาด สถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร 

  1. ตลาด แม้จำหน่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว ถือเป็นตลาด ใครจะจัดตั้งตลาดต้องขออนุญาต ยกเว้นส่วนราขการที่มีบทบาทหน้าที่ทำตลาด เช่นเทศบาล ไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือกฎกระทรวงที่กำหนด  ถ้า กรมอนามัย เปิดตลาด ซึ่งกรมอนามัยไม่มีภารกิจทำตลาด จึงต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้วย
  2. ประเภทตลาด ตากกฎกระทรวง
    1. ประเภทที่1 มีโครงสร้างแข็งแรง และกำหนดกฎเกณฑ์ตามที่กฎกระทรวงกำหนด ถ้ามีโครงสร้างแข็งแรง แต่ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ก็ถือว่าเป็นตลาดประเภทที่ 2
    2. ประเภทที่ 2 ไม่มีโครงสร้าง หรือมีโครงสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง และเป็นตามลักษณะที่นิยามโดยกฎกระทรวงว่าเป็นตลาดประเภทที่ 2  แม้จะเรียกติดปากว่าตลาดนัด แต่กฎกระทรวงไม่มีตลาดนัด
  3. ตลาดพระ ส่วนใหญ่เปิดแสดงพระเครื่อง แต่มีร้านขายกาแฟ 1 ร้าน ให้พิจารณาตามดุลพินิจว่า จะขออนุญาต อะไร
    1. สถานที่จำหน่ายอาหาร
    2. ขออนุญาตตลาด เพราะนิยามว่าแม้จำหน่ายสินค้าชนิดเดียวก็เข้านิยามตลาด
  4. ตลาดนั้นบังคับแก่เทศบาล  ไม่ครอบคลุม อบต.
  5. ถ้าไม่ได้ออกข้อกำหนด ก็ต้องมาขออนุญาต แต่เก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้
  6. ตั้งตลาดในที่สาธารณะทำได้ แบบมีเงื่อนไข
    1. อปท.เป็นคนดำเนินการ
    2. ไม่ขัดกับกฎหมายอื่น เช่นริมทางหลวง มีกฎหมายทางหลวงว่าห้าม
  7. สถานที่จำหน่ายอาหาร นิยาม
    1. สถานที่เอกชน เป็นที่สาธารณะไม่ได้
    2. ที่ประกอบ ปรุง หรือจำหน่ายอาหาร ไม่ว่าจะมีที่นั่งรับประทานหรือไม่ก็ได้
  8. สถานที่สะสมอาหาร
    1. สถานที่เอกชน
    2. มีการจัดเก็บอาหารไม่ว่าจะเป็นของสด หรือ ของแห้ง ที่ผู้ซื้อต้องนำไปประกอบปรุงอีกครั้งหนึ่ง
  9. Tesco Lotus ต้องขออนุญาต
    1. สถานที่สะสมอาหาร นิยาม ต้องไปประกอบอีกครั้ง เช่น เครื่องดื่ม หรือขนมเป็นห่อๆ กินได้เลย ไม่ถือเป็นที่สะสมอาหาร
    2. จำหน่ายยาฆ่าแมลง เป็นกิจการที่เป็นอันตรายสู่สุขภาพ
  10. ตัวอย่าง
    1. แม้ค้าขายของในตลาด ถือเป็นขายของในตลาดไม่ใช่สถานที่จำหน่ายอาหาร
    2. ขายของบนฟุตบาท ไม่ถือเป็นที่จำหน่ายอาหาร เนื่องจากไม่ใช่ที่เอกชน แต่ถือเป็นการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ ประเภทอาหาร ต้องขออนุญาต แต่ไม่เข้าเงื่อนไขสถานที่จำหน่ายอาหาร
  11. ผู้จัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร/สะสมอาหาร
    1. > 200 ตรม. และไม่ใช่ขายของในตลาดขออนุญาต
    2. <=200 ตรม.และไม่ใช่ที่ขายของตลาด แจ้ง และขอหนังสือแสดงความแจ้ง
  12. ร้านอาหารที่แสดงดนตรี ขอใบอนุญาต
    1. ขอใบสถานที่จำหน่ายอาหาร
    2. ขอใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้จะมีคนแย้งว่าดนตรีไม่ได้เก็บเงิน ไม่ได้ถือทำธุรกิจ แต่มีการตีความแล้วว่า ร้านอาหารจำหน่ายอาหารก็สามารถประกอบกิจการอย่างอิสระได้ โดยไม่ต้องมีดนตรี การมีดนตรแสดงว่าเป็นการส่งเสริมการขาย จึงถือว่าเป็นการทำธุรกิจด้วย

การตรวจแนะนำ การอนุญาต และการรับรองการแจ้ง 

  1. ประกอบด้วยการ การตรวจแนะนำ
  2. การตรวจเฝ้าระวัง
  3. การตรวจแนะนำ มีอำนาจเฉพาะการตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามข้อกำหนดท้องถิ่น (ตรวจตรา) ไม่มีอำนาจค้น เพราะการค้นต้องมีหมาย และการค้นเป็นคดีอาญา (รัฐธรรมนูญ 50) การถ่ายรูปต้องแจ้งก่อน ถ้าแจ้งแล้วไม่ให้ถ่าย ก็ต้องมีเหตุผลถ้าเป็นความลับเฉพาะของกิจการนั้น ถ้าไม่เปิดประตูให้เข้าไปตรวจตรา ก็สามารถทำได้แค่เดินรอบนอก และหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   และให้พูดให้น้อยที่สุด เพราะจะมีคนมาแอบถาม เพื่อนำคำพูดของเราเป็นหลักฐาน
  4. การตรวจอนุญาต เพื่อตรวจ
    1. ขอใบรับรองการแจ้ง ต้องออกใบรับรองการแจังชั่วคราว และออกใบจริงภายใน 7 วัน ได้ใบรับรองการแจ้งชั่วคราวสามารถที่จะประกอบการได้เลย ยกเว้นมีหนังสือยกเลิกใบรับรองการแจ้ง เวลาลงไปตรวจ
    2. ใบรับรองการแจ้งไม่มีอายุ แต่ต้องชำระค่าธรรมเนียมทุกปี ถ้าไม่มาเสียค่าธรรมเนียม ให้เรียกมาจ่ายต่าธรรมเนียม และปรับ ถ้ายังไม่มาอีก ก็สามารถถอนใบรับรองการแจัง  ส่วนใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี
    3. ใบอนุญาต เมื่อมายื่นคำขอ ผู้ประกอบการต้องรอใบอนุญาต และท้องถิ่นต้องออกใบอนุญาตภายใน 30 วันหลังจากเอกสารสมบูรณ์ (บัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้าน) ถ้าท้องถิ่นติดปัญหาสามารถขยายเวลา 15 วัน x 2 ครั้ง (ทำคำสั่งแจ้งให้ผู้ประกอบการ ตามมาตรา 56 วรรค 3) เพื่อให้ท้องถิ่นแก้ไขให้ได้ตามข้อกำหนด ในกรณีที่มายื่นแล้ว ไม่สามารถทำให้ได้ตามข้อกำหนด
    4. เงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต สามารถกำหนดให้มากกว่าข้อกำหนดก็ได้ เพื่อเป็นมาตรการพิเศษเพื่อควบคุมป้องกัน และใบรับรองการแจ้งก็สามารถออกเงื่อนไขท้ายใบรับรองการแจ้ง เช่นเดียวกับใบอนุญาตก็ได้  ทั้งใบรับการแจังและใบอนุญาต ต้องติดไว้ หรือเก็บในที่สามารถขอดูได้สะดวก ถ้าหายหรือชำรุด ต้องออกใบแทนใบรับรองการแจ้ง/ใบอนุญาต ภายใน 15 วัน
    5. การต่อใบอนุญาต ต้องขอก่อนหมดอายุ ซึ่งเมื่อยื่นขอต่ออนุญาตพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตใหม่ยังไม่มา สามารถที่จะประกอบการต่อเนื่องไปได้ จนกว่าจะการแจ้งว่าไม่อนุญาต(ต่อใบอนุญาต เก็บค่าธรรมเนียมก่อน  ถ้าเป็นการขออนุญาตใบใหม่ เก็บเงินหลังจากออกใบอนุญาต) ถ้าไปต่ออายุหลังหมดอายุไป
  5. การตรวจข้อเท็จจริง ต้องมีแบบฟอร์ม หรือ Check list เพื่อไม่ให้ตกหล่น
    1. ข้อมูลการร้องเรียน ผลกระทบที่เกิดขึ้น
    2. ข้อมูลการกระทำที่ตรวจพบว่าเป็นเหตุรำคาญ โดยเหตุรำคาญนั้น วินิจฉัยผ่าน 3 กรณี คือ
      1. ไปตรวจตราพบ
      2. มีการร้องเรียน
      3. จากสื่อ
    3. ข้อแนะนำในการแก้ไขเหตุรำคาญ โดยกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน
      1. ข้อแนะนำต้องไม่แคบ หรือกว้างเกินไป เช่น ให้ติดตั้งระบบมลพิษทางอากาศ เช่น ระบบ Back Filter เป็นต้น กรณีที่ติดแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ จะได้ไม่มัดตัวผู้แนะนำ
      2. คำแนะนำคือคำแนะนำ ไม่ต้องอ้างข้อกฎหมาย เพราะไม่ได้เป็นกฎหมาย และไม่มีผลตามกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่มีโทษ โดยเป็นไปตามวิธีการปกครอง
      3. แบบฟอร์ม ไม่มีแบบฟอร์มที่แน่นอน
      4. คำแนะนำ ไม่ใช่ข้อตกลง และบันทึกข้อตกลงไม่ผูกพันตามกฎหมาย และเมื่อข้อตกลงซึ่งทำแล้วขัดกับกฎหมาย ข้อตกลงก็เป็นโมฆะ
      5. การออกข้อแนะนำ สามารถออกได้กี่ครั้งไม่มีการกำหนด
      6. กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ
    4. ส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ควบคุมกำกับ
    5. ติดตามการปรับปรุงแก้ไข
  6. การพิจารณาอนุญาต   การอนุญาตจะขอประชามติว่า ว่าชาวบ้านไม่เอา จึงไม่อนุญาตไม่ได้ ถ้าเขาทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข
    1. ต้องมีบทบัญญัติกำหนดหนดให้กิจการนั้นต้องขออนุญาต
    2. ต้องมีบทบัญญัติ เรื่องสุขลักษณะ หลักเกณฑ์เงื่อนไข ตาม พรบ. /กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง/ข้อกำหนดของท้องถิ่น
  7. การพิจารณาไม่อนุญาต ถ้าประชาชนไม่เอา และยังไม่สร้างอะไร จะไปขออนุญาตก็ไม่ได้ เพราะจะอนูญาต ก็ยังไม่ได้เห็นว่าแบบเป็นอย่างไร และถ้าไม่อนุญาตก็ไม่ได้ เนื่องจากยังไม่รู้ว่าแบบเป็นอย่างไร
  8. ถ้าเป็นก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะของนิคม ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งก็ต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องได้  ซึ่งมีเรื่องร้องเรียน ต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกัน เพราะต่างคนต่างเข้าไป จะไปทำหลายเที่ยว ซึ่งไปบ่อยๆ นอกจากเสียเวลาแล้ว ชาวบ้านก็จะขาดความเชื่อถือ
  9. การอนุญาตต้องดูกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย  รง.4
  10. การฟ้อง ประกอบด้วย
    1. ฟ้องว่าละเลยหน้าที่
    2. ฟ้องละเว้น ต้องประกอบด้วย 2 องค์ประกอบคือ ละเลย + ทำให้เกิดความเสียหาย

โทษ ตามมาตรา  45 (เหตุำราญ)
  1. ออกคำแนะนำ (ม 44)  วิธีการปกครองปี 39 ต้องให้สิทธิในการชี้แจงก่อน โดยออกคำแนะนำ  ยกเว้น กรณี
    1. กรณีเร่งด่วนหรือร้ายแรง 
    2. เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เช่นประกอบโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใบรับรองการแจ้ง
  2. ออกคำสั่งแก้ไข
  3. พักใช้ ม 59
  4. เพิกถอน ,60
  5. หยุดชั่วคราว กรณีที่เกิดอันตรายร้ายแรง
  6. ดำเนินการแทน
    1. พักใช้
    2. เพิกถอน
  7. เปรียบเทียบคดี
  8. ดำเนินดดี

การออกคำสั่งทางปกครอง 

  1. คำสั่งทางการปกครอง กระทบต่อสิทธิ อาจเป็นสัญลักษณะ เช่น ไฟแดง
    1. ใช้อำนาจทางกฎหมาย
    2. สร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ต้องรับผิดชอบในคำสั่ง ซึ่งถ้าออกไม่ชอบก็ถกฟ้องได้
    3. มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่
  2. คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
    1. ต้องมีอำนาจกระทำ  เช่น จพง.สธ ออกได้เฉพาะร้ายแรง และเมื่อออกคำสั่งแล้วต้องแจ้งให้ท้องถิ่นทราบ ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีคำทำ การมอบอำนาจ จพง.ท้องถิ่น สามารถมอบได้ตาม พรบ.เทศบาล ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ สามารถมอบให้ รอง นายกฯ หรือผุ้อำนวยการกองสาธารณสุข แต่ถ้ามอบให้ปลัด ต้องประกาศให้ทราบ 
    2. ขั้นตอนถูกต้อง
    3. รุปแบบไม่ผิด
  3. การแต่งตั้ง จพง.สธ.นั้น เป็นอำนาจของ รมต.สาธารณสุข  ถ้า นายก อปท. ต้องการให้คนมาช่วย ผู้ซึ่งไดัรับการแต่งตั้งจาก จพง.ท้องถิ่น โดยทำเป็นคำสั่งแต่งตั้ง โดยมีอำนาจตามมาตรา 44(จะแต่งตั้งใครก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นลกจ้างชั่วคราว)
พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองปี 2539
  1. มาตรา 3 ของ วิ ปกครอง ถ้ามีกฏหมายอื่น ที่แนวทางดีกว่าหรือเทียบเท่า ให้ใช้กฎหมายนั้นได้
  2. หลักการออกคำสั่งทางปกครอง
    1. ด้วยวาจาหรือหนังสือ ด้วยวาจาต้องมีอำนาจ เช่น จพง.สธ สั่งด้วยวาจาได้ (แต่ไม่ควรทำ) แต่จพง.ท้องถิ่น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งด้วยวาจา
    2. คือระบุข้อเท็จจริง
    3. ต้องอ้างอิงบทกฎหมาย
    4. สรุปใช้ดุลพินิจ
    5. ต้องบอกสิทธิการอุทธรณ์
    6. ก่อนส่งผู้มีอำนาจต้องลงนาม
  3. จพง สธ ตาม ม 46 วรรค 2 จะมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสม
  4. กรณีนี้ออกคำสั่งไม่ได้ ต้องส่งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือ 1 ขั้น หรือผู้ควบคุมกำกับออกคำสั่ง
    1. พ่อแม่
    2. สามี/ภรรยา
  5. คำสั่งปกครองใดมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่กรณี ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสทราบข้อเท็จตริง โต้แย้ง แสดงหลักฐาน เว้นแต่ ยกเว้นกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน เช่น แอมโมเนียระเบิด บ่อขยะไหม้ไฟ เป็นต้น กรณีทีตรวจแนะนำแล้วผู้ถูกแนะนำไม่ยอมเซนชื่อ ให้เขียนว่า ได้แนะนำแล้ว แต่ผู้ที่ได้รับคำแนะนำอ่านแล้วแต่ไม่ยอมลงรายมือช่ือ พร้อมพยาน
  6. สิทธิอุทธรณ์
    1. อุทธรณ์คำสั่ง รมต.ภายใน 3 0 วันนับแต่วันรับคำสั่ง โดยต้องระบุในคำสั่งปกครอง ถ้าไม่ระบุไว้ จะขยายไป 1 ปี (ถ้าระบุน้อยกว่า 30 วัน จะเป็น 30 วัน)
    2. อุทธรณ์ต่อ รมต.สธโดยยื่นต่อ นายก อปท. เพื่อส่งต่อ รมต.สธ. นับวันไปยื่นที่ อปท. หรือ หน่วยงานรัฐ เช่น ที่ สสอ./สสจ. ก็ให้ทำการส่งต่อไปให้ รมต.สธ
    3. การอุทธรณืไม่เหตุให้ทุเลาบังคับคดี ยกเว้นจะขอทุเลาการบังคับคดี
    4. ถ้าไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ จะฟ้องกลับเราไม่ได้
  7. คำสั่งที่ไม่ต้องอุทธรณ์ รมต.สธ คือ มาตรา 8 และพักใช้ใบอนุญาต
  8. การส่งคำสั่ง นิยม ส่งไปรษณีย์ตอบรับ ไปที่ภูมิลำเนาของผู้ประกอบการ หรือ สำนักทำการงาน  มากกว่า การปิดคำสั่ง ณ.ที่เห็นได้ง่าย

การเปรียบเทียบคดี 

  1. พรบ.จัดตั้ง เทศบาล อบต ให้ปรับได้ไม่เกิน 1000 บาท แต่ พรบ.สธ.กำหนดอัตราสูงกว่า ให้ใช้ตาม พรบ.สธ.
  2. อัตราโทษ
    1. ปรับสถานเดียว หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2000 หรือทั้งจำทั้งปรับ --> จพงท้องถิ่น หรือผู้ซึ่ง จพง.ท้องถิ่นมอบหมาย
    2. จำคุกเกิน 1 เดือน หรือปรับเกิน 2000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ -->คณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ประกอบด้วย ผู้ว่าฯ อัยการจังหวัด ผู่กำกับตำรวจภูธรจังหวัด (เฉพาะในต่างจังหวัด) ต้องทำคำสั่งมอบหมาย
  3. ใน พรบ.สธ.
    1. จพง.ท้องถิ่น เป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง การลงโทษ หรือการเปรียบเทียบปรับ ถือเป็นการดำเนินการตามการปกครอง ถ้าฝ่าฝืน หรือไม่ทำ ไม่จ่ายค่าปรับ ให้ฟ้องตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ยุติธรรม เพื่อส่งสำนวนให้อัยการ
    2. ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ยุติธรรม ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ปกครอง
  4. การจับกุม นั้นเป็นอำนาจตำรวจสัญญาบัตรขึ้นไป โดยต้องมีหมายจับหรือความผิดซึ่งหน้า จพง.ท้องถิ่น ทำได้แต่ควบคุม ยึดของได้ แต่ห้ามจับกุม

การเขียนข้อกำหนด 

  1. ขั้นตอนในการออกข้อกำหนด
    1. ถุกต้องตามหลักกฎหมาย + หลักวิชาการ โดยไม่ขัดกฎหมายแม่หรือสูงกว่า และมีกฎหมายให้อำนาจไว้ เช่น ใน พรบ.สธ. ต้องดูว่าอยู่ในหมวดที่ออกข้อกำหนดได้หรือไม่ ถ้าเป็นหมวด 4 และ 5 ออกข้อกำหนดไม่ได้ เพราะ พรบ.ไม่ได้กำหนด ในทางกฎหมาย ถ้าไม่ได้กำหนดถือว่าทำไม่ได้ ทำเฉพาะที่ระบุให้ทำ
    2. ต้องทำประชาพิจารณ์ข้อกำหนดที่บัญญ้ติขึ้น ถ้าไม่ทำข้อกำหนดจะใช้บังคับใช้ไม่ได้ การทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ประชามติ ประชาชนไม่เห็นด้วย ก็สามารถยืนตามร่างเดิมได้้ ถ้าการร่างกฎหมายยืนบทหลักการของประโยชน์สาธารณะ และตามหลักวิชาการ
  2. หลักการ
    1. ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้
    2. ไม่ขัดกับกฎหมายแม่ หรือสูงกว่า
    3. ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด
  3. ความรู้ที่จะใช้ในการร่างข้อกำหนด ต้องครอบคลุม
    1. สถานการณ์ของเรื่องที่จะออกข้อกำหนดของท้องถิ่น ได้แก่
      1. ทำความเข้าใจนโยบาย หรือความจำเป็นที่จะต้องออกข้อกำหนดนั้นๆ สามารถดูได้จากเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ
      2. การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้อง และความต้องการของสังคม เพื่อให้มาตรการต่างๆที่ออกมาสอดคล้องกับความต้องการของสังคม
    2. ความรู้ด้านการออกแบบโครงสร้างกฎหมาย
    3. ความรู้ด้านวิชาการ ทั้ง Tacit Knowledge & Explicit Knowledge จากตำรา และจากผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา
  4. ขั้นตอนการออกข้อกำหนด
    1. ร่างกฎหมาย
      1. สำรวจ + ประเมินปัญหาสิ่งแวดล้อม (Determining the sponsor's intent)
      2. ตรวจสอบบทบัญญัติกฎหมาย (Researching the existing laws)
      3. แต่งตั้งคณะทำงาน (Nominating to work) องค์ประกอบกรรมการประกอบด้วย
        1. จพง.สธ (ท้องถิ่น / สสจ / ศอ)
        2. อาจารย์สถาบันการศึกษา
        3. นิติกร (ท้องถิ่น/สสจ/จังหวัด)
        4. ผู้แทนผู้ประกอบการ
        5. อื่นๆ ตามความเหมาะสม
      4. ทำร่างเค้าโครงกฎหมายฉบับร่าง (Developing the outline) เพื่อกำหนด Conceptual framework ของผู้ร่างและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความครบถ้วนในทุกประเด็น/องค์ประกอบ
      5. เตรียมข้อกำหนดฉบัยร่าง (Preparing first draft) โดยร่างให้เห็นภาพใหญ่ของหลักการหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่ โดยยังไม่ต้องสนใจรายละเอียดหรือความถูกต้องของถ้วยคำ จากนั้นนำร่างเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์
    2. จัดให้มีประชาพิจารณ์ -->เพื่อรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน
      1. แก้ไข ปรับปรุงร่างกำหนดท้องถิ่น (Revising) โดยให้ตั้งคำถาม ถามตัวเองดังนี้
        1. มีความชัดเจนหรือยัง มีปัญหาการตีความหรือไม่
        2. เนื้อหาทั้งฉบับสอดคล้องกันหรือไม่
        3. ร่างกฎหมายสอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่
        4. สอดคล้องกับกฎหมายแม่ และหลักวิชาการที่เกี่ยวข้องหรือไม่
        5. นำประเด็นที่ได้จากการประชาพิจารณ์มาพิจารณาแล้วหรือยัง
      2. เสนอต่อคณะทำงาน/คณะกรรมการตรวจร่าง (Submitting the bill for review)
    3. กระบวนการออกข้อกำหนดโดยสถาท้องถิ่น คือผ่านสภาของ อปท.ต่างๆ
    4. ประกาศใช้ตามกฎหมายบังคับ
      1. เทศบาล ประกาศในที่เปิดเผย ณ.สำนักงาน 7 วัน เว้นแต่มีกรณีฉุกเฉินให้บังคับทันที
      2. อบต. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  หรือ ประกาศในที่เปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน เป็นระยะเวลาอันสมควร ถ้ามีการโต้แย้ง ให้นำหลักฐานให้นำมาชั้นศาลได้(เป็นความเห็นของคณะกรรมการ สธ. ซึ่งข้อแนะนำไม่ใช่กฎหมาย)
  5. องค์ประกอบของข้อกำหนด
    1. ชื่อ
      1. ชื่อข้อกำหนดตามสถานะของท้องถิ่น เช่น เทศบัญญัติ ของ ตำบล .... ตามด้วย
      2. ชื่อเรื่องตาม พรบ.สธ.2535 เช่น เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
      3. ประเภท เช่น กิจการฟาร์มสุกร
      4. พ.ศ.
    2. บทนำ การอ้างอิงอำนาจแห่งกฎหมาย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
      1. หลักการและเหตุผล
        1. หลักการ ให้มี ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ ว่าด้วย ชื่อเรื่อง .....................
        2. เหตุผล สั้น กระชัด อ้างกฎหมายแม่ถูกต้อง
      2. บทนำในส่วนของบทบัญญัติ
        1. บทนำรายละเอียดอำนาจตามกฎหมายแม่
        2. ข้อกำหนดนี้เรียกว่าอะไร
        3. กำหนดวันที่บังคับใช้
        4. การยกเลิกกฎหมายเดิม
    3. บทนิยามศัพท์
    4. บทบังคับ (ขอบเขตของความหมาย)
    5. บทกำหนดโทษ (ต้องตามแม่บท)
    6. บทเฉพาะกาล (เป็นกรณีเฉพาะ เช่น เดิมไม่กำหนดระยะห่าง แต่ข้อกำหนดใหม่มี ให้ใส่ในบทเฉพาะกาลว่ายกเว้นรายเดิมที่ทำอยู่ก่อน)
    7. บทท้าย
    8. ส่วนแนบท้าย

เอกสารอ้างอิง

  1. หมวดที่ 7 กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  2. หมวดที่ 8 ตลาดสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหาร
  3. การตรวจแนะนำ การพิจารณาอนุญาต และการรับรองการแจ้ง
  4. แนวทางการเปรียบเทียบคดี





ตัวอย่างแบบฟอร์ม คำสั่ง ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
จาก เว็บกรมอนามัย

ตัวอย่าง แบบคำขอมีบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535
 20 ก.ค. 2554
ใบอนุญาตประกอบกิจการ (upload 24 ก.พ. 49)
 20 ก.ค. 2554
แบบคำขอรับใบอนุญาต
 20 ก.ค. 2554
แบบขอต่ออายุใบอนุญาต
 20 ก.ค. 2554
ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
 20 ก.ค. 2554
แบบคำขอหนังสือรับรองการแจ้งการประกอบกิจการสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหาร
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างแบบตรวจแนะนำ 3 ตอน
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข (กรณีเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย)
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้หยุดกิจการ
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้พักใช้ใบอนุญาต
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขกรณีก่อเหตุรำคาญ
 20 ก.ค. 2554
แบบตัวอย่างการออกคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต
 20 ก.ค. 2554
แบบรายงานการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ (ปท.1)
 20 ก.ค. 2554
แบบหนังสือเรียกตัวผู้กระทำความผิดมาเปรียบเทียบปรับ (ปท.2)
 20 ก.ค. 2554
บันทึกคำให้การผู้กระทำความผิด (ปท.3)
 20 ก.ค. 2554
แบบแจ้งเรื่องให้เปรียบเทียบคดี (ปท.4)
 20 ก.ค. 2554
แบบเปรียบเทียบคดีค่าปรับ (ปท.5)
 20 ก.ค. 2554
หนังสือร้องทุกข์ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย (ปท.6)
 20 ก.ค. 2554
แบบประวัติผู้กระทำความผิด (ปท.7)



อบต. กับการจัดการปัญหาสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย
 
บทที่ 8
การจัดการ เรื่อง การป้องกัน ระงับโรคติดต่อ และโรคที่เกิดจากสัตว์
 

แต่เดิม ภารกิจในการป้องกันโรค และระงับโรคติดต่อ เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะดำเนินการ ผ่านกรมควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ตลอดจนสถานีอนามัยระดับตำบล ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการ ในพื้นที่หมู่บ้าน แต่โดยที่ปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง อบต. ขึ้น พร้อมทั้งได้กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 67(3) คือ ต้องป้องกันโรค และระงับโรคติดต่อด้วย จึงทำให้เกิดความสับสนว่า การป้องกันโรค และการระงับโรคติดต่อในพื้นที่หมู่บ้าน เป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานสาธารณสุข ระดับตำบล หรือ อบต. ในปัญหาเรื่องนี้ จะได้กล่าวรายละเอียดในบทที่ 12 ต่อไป

ในบทต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า อบต. มีบทบาทหน้าที่ในการป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสุขาภิบาลไม่ดี ปล่อยให้เกิดสิ่งปฏิกูลมูลฝอย หรือเกิดจากผลกระทบของการประกอบกิจการ ที่ไม่ได้มาตรฐาน ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือได้ว่า เป็นการป้องกันโรคอย่างหนึ่ง

ในบทนี้ จะขอกล่าวถึงบทบาทของ อบต. ในการป้องกันโรค และระงับโรคติดต่อชนิดต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเฉพาะโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2523 พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่า และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535

พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2523

กฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อนี้ นับว่าเป็นกฎหมายที่เน้นการควบคุมโรคติดต่อชนิดต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสุขาภิบาลที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ดี เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ ไข้รากสาด เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัส ระหว่างบุคคลทั่วไป ที่ไม่เป็นโรค กับบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ ไข้ทรพิษ โรคตาแดง กามโรคชนิดต่างๆ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัส หรือบริโภคสัตว์ที่เป็นโรคติดต่อ เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคพิษสุนัขบ้า กาฬโรค เป็นต้น

1.1 ประเภท และชนิดของโรคติดต่อ

ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ (มาตรา 5) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2524 ได้กำหนดประเภทของโรคติดต่อออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. โรคติดต่อ (พร้อมอาการสำคัญ) จำนวน 45 โรค
  2. โรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ จำนวน 15 โรค
  3. โรคติดต่ออันตราย จำนวน 4 โรค (ดูแผนภูมิที่ 12)

แผนภูมิที่ 12

ประเภท และชนิดของโรคติดต่อ

1.2 อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

โดยที่กฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ มิได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่น ในการควบคุมป้องกัน หรือระงับโรคติดต่อโดยตรง หากแต่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด (2) เจ้าพนักงานสาธารณสุข (3) พนักงานเจ้าหน้าที่ (ดูแผนภูมิที่ 13)

แผนภูมิที่ 13 แสดงความสัมพันธ์ในการจัดการ กรณีที่เกิดโรคติดต่ออันตราย หรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ

แสดงความสัมพันธ์ในการจัดการ กรณีที่เกิดโรคติดต่ออันตราย หรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ

  1. อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าราชการจังหวัด

    1. มีอำนาจประกาศให้โรคใดๆ นอกจากที่รัฐมนตรีฯ ได้ประกาศแล้วข้างต้น (ตามมาตรา 5) เป็นโรคติดต่อ หรือเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความได้ ในเขตจังหวัดนั้นๆ กรณีที่ตรวจพบ หรือสงสัยว่า จะติดต่อแพร่หลาย เป็นอันตรายต่อประชาชนได้
    2. มีอำนาจประกาศให้โรคติดต่อ ตามประกาศแล้ว ตามมาตรา 5 เป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ในเฉพาะเขตจังหวัดนั้นๆ ได้
    3. กรณีที่มีโรคติดต่ออันตรายเกิดขึ้น หรือน่าจะเกิดขึ้นในเขตท้องที่ใด รัฐมนตรีฯ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เฉพาะในเขตของตน มีอำนาจประกาศระบุชื่อ และอาการสำคัญของโรค และกำหนดให้ท้องที่ตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ใด หรือเขตปริมณฑล โดยรอบเป็น เขตติดโรคได้ (มาตรา 10 วรรค 1) และถอนประกาศ เมื่อโรคติดต่ออันตรายนั้นสงบแล้ว (มาตรา 10 วรรค 2)
    4. รัฐมนตรีฯ มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้บุคคลต้องได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ และเมื่อออกประกาศแล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจกำหนดรายละเอียด ในการดำเนินการได้ คือ กำหนดให้บุคคลใด มารับการสร้างภูมิคุ้มกัน ณ เวลา และสถานที่ที่กำหนดได้ (มาตรา 12)
  2. อำนาจของเจ้าพนักงานสาธารณสุข

    เจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ มิใช่เจ้าพนักงานสาธารณสุข ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข แต่จะมีบางตำแหย่ง ที่เป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมาย ทั้งสองบฉบับ คือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ หัวหน้าสถานีอนามัยตำบล ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

    1. เมื่อปรากฎว่า มีโรคติดต่ออันตรายเกิดขึ้น หรือมีเหตุสงสับว่า จะเกิดในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะใด ให้มีอำนาจดำนินการเอง ประกาศ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้ผู้ใดดำเนินการเรื่องต่างๆ เพื่อการควบคุมป้องกันโรคติดต่ออันตรายนั้นได้ (มาตรา 8)
    2. กรณีที่รัฐมนตรีฯ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศให้ท้องที่ใด หรือบริเวณปริมณฑลนั้น เป็น "เขตติดโรค" ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุข มีอำนาจดำเนินการเอง ประกาศ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้ผู้ใดดำเนินการเรื่องต่างๆ เพื่อการควบคุมป้องกันโรคติดต่อ อันตรายนั้นได้ (มาตรา 10)
    3. รวมทั้งกรณีที่ได้รับแจ้งความว่า มีโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ เกิดขึ้นในบ้าน โรงเรือน สถานที่ พาหนะ หรือท้องที่ใด เจ้าพนักงานสาธารณสุข มีอำนาจดำเนินการเอง ประกาศ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้ผู้ใดดำเนินการเรื่องต่างๆ เพื่อการควบคุมป้องกันโรคติดต่อ นั้นได้ (มาตรา 11)

    ซึ่งรายละเอียดจะได้กล่าวในบทที่ 12

  3. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่

    พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายถึง เจ้าพนักงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4(19) ซึ่งได้แต่งตั้งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2524 กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนี้คือ นายกเทศมนตรี หัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขเทศบาล (ปัจจุบัน คือ ผู้อำนวยการกองอนามัย และสิ่งแวดล้อม) เป็นเจ้าพนักงานในเขตเทศบาล สำหรับในเขต อบต. ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้ง อบต. จึงแต่งตั้งให้กำนัน และผู้ใหญ่ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตตำบล และหมู่บ้าน แล้วแต่กรณี

    อบต. จึงเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2523 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ เฉพาะกำนัน (ประธานกรรมการบริหาร อบต. โดยตำแหน่ง) และผู้ใหญ่บ้าน (สมาชิกสภา อบต. โดยตำแหน่ง) ดังนั้น ในกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิก สภาท้องถิ่นทุกรูปแบบ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ในสมัยต่อไป อบต. คงไม่มีบทบาทตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่ออีกต่อไป จนกว่าจะได้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง แต่งตั้งของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สอดคล้องกับ อบต. ซึ่งเรื่องนี้ เห็นควรที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข จะได้ประกาศให้ อบต. มีบทบาทหน้าที่ต่อไป

    สำหรับอำนาจหน้าที่ของ พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ

    1. รับแจ้งโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ
    2. เมื่อได้รับแจ้งแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรายงาน เรื่องดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขทราบทันที เพื่อให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุมโรคติดต่อต่อไป

1.3 บุคคลที่มีหน้าที่ต้องแจ้งโรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ

ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ได้กำหนดให้บุคคต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่แจ้งต่อ เจ้าพนักงานสาธารณสุข หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่พบว่า มีโรคติดต่ออันตราย หรือโรคที่ต้องแจ้งความเกิดขึ้น หรือสงสัยว่า ได้มีโรคดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

  1. เจ้าของบ้าน หรือผู้ควบคุมดูแลบ้าน หรือแพทย์ผู้ทำการรักษาพยาบาล กรณีที่มีผู้ป่วย หรือมีเหตุสงสัยว่าป่วยเป็นโรคติดต่อดังกล่าวในบ้าน
  2. ผู้รับผิดชอบสถานพยาบาล กรณีที่มีผู้ป่วย หรือมีเหตุสงสัยว่า ป่วยเป็นโรคติดต่อดังกล่าว ในสถานพยาบาลนั้น
  3. ผู้ทำการชันสูตรทางแพทย์ หรือผู้รับผิดชอบในสถานที่ ที่ได้มีการชันสูตรทางแพทย์ ในกรณีที่มีการชันสูตรพบว่า อาจมีเชื้ออันเป็นเหตุของโรคติดต่อดังกล่าว

2. พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่า หรือจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535

พระราชบัญญัตินี้ เป็นกฎหมายที่ต้องการควบคุมการฆ่าเนื้อสัตว์ และการจำหน่ายเนื้อสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุม ให้การฆ่าหรือการชำแหละเนื้อสัตว์ เป็นไปอย่างถูกสุขลักษณะ หรือถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร รวมทั้งป้องกันมิให้มีการนำสัตว์ ที่เป็นโรคติดต่อ หรือที่ไม่เหมาะสมต่อการบริโภคมาฆ่า หรือจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขอบเขต และวิธีการควบคุมไว้ดังนี้

2.1 ขอบเขตของการควบคุม

  1. ตามกฎหมายนี้ ได้กำหนดให้ "สัตว์" หมายถึง สัตว์ที่มิใช่สัตว์ป่า และหมายความเฉพาะ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร และสัตว์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งปัจจุบันได้มีกฎกระทรวง (พ.ศ.2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่า หรือจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535 กำหนดให้ "ไก่ เป็ด และห่าน" เป็นสัตว์ที่ต้องควบคุมตามกฎหมายนี้ด้วย ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา ที่จะให้กมีผลใช้บังคับในท้องถิ่นใดด้วย ขณะนี้ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใด
  2. การควบคุมตามกฎหมายนี้ จะครอบคลุมถึง "การจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์" ที่เข้าข่ายความหมายของสัตว์ ตามข้อ (1)

2.2 เจ้าพนักงานตามกฎหมาย

  1. "พนักงานตรวจโรค" หมายถึง สัตวแพทย์ หรือบุคคลอื่น ผู้ซึ่งอธิบดี หรือราชการส่วนท้องถิ่น แต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตรวจโรค ซึ่งมีในสัตว์ หรือเนื้อสัตว์

    ดังนั้น อบต. ซึ่งยังไม่มีบุคลากรที่เป็นสัตวแพทย์ จึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดในท้องถิ่น ให้เป็นบุคคลที่มีอำนาจ ในการตรวจโรคสัตว์ หรือในเนื้อสัตว์ได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลนั้น ในการโรคสัตว์ด้วย ซึ่ง อบต. อาจจะส่งบุคลากรไปอบรมจากสัตวแพทย์ ของเทศบาล หรือสถาบันการศึกษาใดก่อนแต่งตั้ง ก็ได้ตามความเหมาะสม

    การแต่งตั้ง โดย อบต. ก็คือ การแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหาร อบต. ซึ่งมีประธานกรรมการบริหาร อบต. เป็นผู้ลงนาม นั่นเอง

  2. "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง หรือราชการส่วนท้องถิ่น แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

    ดังนั้น อบต. จึงอาจแต่งตั้งบุคคลใดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ในเขตพื้นที่ อบต. ได้ ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลเดียวกัน กับพนักงานตรวจโรคที่ อบต. แต่งตั้งหรือไม่ก็ได้

2.3 วิธีการควบคุมของเจ้าพนักงาน

  1. การควบคุมการจัดจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์

    กฎหมายกำหนดให้ ผู้ใดที่ประสงค์จะตั้ง "โรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์" จะต้องขออนุญาติต่ออธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย จากอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งผู้ที่ขออนุญาตต้องปฏิบัติการ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เกี่ยวกับ

    1. สถานที่ตั้ง เนื้อที่แผนผัง และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง และสุขลักษณะของโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์
    2. กำหนดวัน เวลาเปิด และปิดโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์
    3. หลักเกณฑ์ วิธีการดูแลรักษาความสะอาดเรียบร้อย ภายในโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์ ให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ และอนามัย การจัดให้มีการกำจัดสิ่งปฏิกูลมูลฝอย การระบายน้ำทิ้ง การระบายอากาศ รวมทั้งการจัดให้มีการป้องกัน มิให้เกิดเหตุรำคาญ และป้องกันการระบาดของโรคติดต่อ

    กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว อธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย อาจมีหนังสือตักเตือน หรือออกคำสั่งเพิกถอน แล้วแต่กรณี (มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18)

  2. การควบคุมการฆ่าสัตว์
    1. ผู้ใดประสงค์จะฆ่าสัตว์ จะต้องแต้งเรื่องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชการส่วนท้องถิ่น เสียก่อนดำเนินการ ซึ่งจะต้องแจ้งจำนวนสัตว์ที่จะฆ่า และชื่อของโรงฆ่าสัตว์ ที่จะทำการฆ่าสัตว์นั้น พร้อมทั้งต้องเสียอากรการฆ่าสัตว์ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย (มาตรา 15)
    2. เจ้าพนักงานที่ได้รับแจ้ง ต้องออกหลักฐานการรับแจ้ง เป็นหนังสือให้แก่ผู้แจ้งนั้น โดยต้องกำหนดวัน และเวลาในการฆ่าสัตว์นั้นด้วย ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด (มาตรา 15 วรรค 3)
    3. ผู้ประสงค์จะฆ่าสัตว์เมื่อได้รับหลักฐาน การรับแจ้งแล้ว ต้องนำสัตว์ไปถึงโรงพกสัตว์ในวันเวลาที่กำหนด และต้องดำเนินการฆ่าสัตว์ ในโรงฆ่าสัตว์ที่แจ้งไว้ (มาตรา 20) และห้ามมิให้นำสัตว์ออกจากโรงพักสัตว์ หรือโรงฆ่าสัตว์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 21)
    4. ก่อนการฆ่าสัตว์ พนักงานตรวจโรคต้องตรวจโรคสัตว์ก่อน กรณีที่สงสัยว่า สัตว์นั้นจะเป็นโรคติดต่อ หรือไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งงดการฆ่าสัตว์ และแยกสัตว์นั้น เพื่อตรวจพิสูจน์ได้ เมื่อพิสูจน์แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งให้ดำเนินการฆ่า หรืองดฆ่า แล้วแต่กรณี (ถ้าสั่งงด ต้องคืนเงินอากร และค่าธรรมเนียมสำหรับโรงฆ่าสัตว์ แก่ผู้แจ้งฆ่านั้นด้วย) (มาตรา 23)
  3. การควบคุมการจำหน่าย
    1. เมื่อฆ่าสัตว์แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดนำเนื้อสัตว์ออกจากโรงฆ่าสัตว์ ก่อนพนักงานเจ้าหน้าที่ประทับตรา รับรองให้จำหน่ายที่เนื้อสัตว์นั้น กรณีที่พบว่า เนื้อสัตว์ที่ฆ่าเป็นโรค หรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม ที่จะใช้เป็นอาหาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลาย หรือทำให้เป็นเนื้อสัตว์ที่ควรใช้เป็นอาหาร เสียก่อนได้ (มาตรา 24)
    2. ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่า โดยมิได้มีการแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 26)
    3. ผู้ใดประสงค์จะจำหน่ายเนื้อสัตว์ของสัตว์ที่ตายเอง หรือมิได้ถูกฆ่าตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำเนื้อสัตว์นั้น ซึ่งอยู่ในสภาพที่ยังมิได้ชำแหละ ไปให้พนักงานตรวจโรคสัตว์ หรือในกรณีที่มีเหตุสมควร จะขอให้พนักงานตรวจโรคสัตว์ ไปตรวจเนื้อสัตว์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตรา ที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อพนักงานตรวจโรคสัตว์ ได้ตรวจแล้ว เห็นว่า เป็นเนื้อสัตว์ที่ควรใช้เป็นอาหารได้ ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับตรารับรอง ให้จำหน่ายที่เนื้อสัตว์นั้น แล้วจึงให้จำหน่ายได้ แต่หากไม่เหมาะสม ที่จะใช้เป็นอาหารได้ ก็ให้ทำลายได้ (มาตรา 25)

3. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

กฎหมายการสาธารณสุข เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติในหมวด 6 ว่าด้วยการควบคุมการเลี้ยง หรือปล่อยสัตว์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองให้ประชาชนได้ดำรงอยู่ในสภาวะความเป็นอยู่ ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพ และเพื่อป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์

โดยที่การเลี้ยงสัตว์ จพเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่อาจมีผลกระทบต่อสภาวะสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ของชุมชน หากการเลี้ยงสัตว์นั้น อยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงใต้ถุนบ้าน การเลี้ยงสัตว์ใกล้แหล่งน้ำบริโภค เป็นต้น หรือการเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ถูกสุจลักษณะ หรือเลี้ยงสัตว์ในปริมาณที่มากเกินไป ไม่มีการทำความสะอาดคอดสัตว์ที่เพียงพอ ไม่มีระบบการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจาก การประกอบกิจการ ทำให้เกิดสภาวะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน เกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รบกวน สภาวะความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน

รวมทั้งการปล่อยสัตว์ให้หากิน ตามที่หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีการควบคุม ก็อาจมีผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น ความสกปรกที่เกิดจากสัตว์ถ่ายมูลเรี่ยราด การปนเปื้อนมูลสัตว์ในแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ นอกจากนี้ การปล่อยสัตว์ยังอาจทำให้เกิดการทำลายทรัพย์สิน หรือพืชผลของประชาชนได้อีกด้วย

ดังนั้น กฎหมายสาธารณสุขจึงกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจในการควบคุมการเลี้ยง หรือปล่อยสัตว์ดังกล่าว รวมทั้ง มีอำนาจในการควบคุมกิจการการเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ หรือสัตว์ปีก ในลักษณะของกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้ว ในบทที่ 6

3.1 การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ของราชการส่วนท้องถิ่น

ตามกฎหมายการสาธารณสุข มาตรา 29 ได้ให้อำนาจแก่ราชการส่วนท้องถิ่น (รวมทั้ง อบต.) ในการกำหนดเขตควบคุมการเลี้ยงสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ได้ โดยอาจกำหนดเป็น

  1. เขตห้ามเลี้ยงสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ บางชนิดบางประเภท โดยเด็ดขาด

    หมายถึง การกำหนดให้เขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือพื้นที่ทั้งหมด ในเขตการปกครองของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเขตที่มิให้มีการเลี้ยงสัตว์บางชนิด หรือบางประเภท ซึ่งอาจกำหนดเป็นประเภทของสัตว์ เช่น สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก เป็นต้น หรือกำหนดเป็นชนิดของสัตว์ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ สุกร ห่าน เป็ด ไก่ หรือนกพิราบ เป็นต้น ก็ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าว ไม่มีสิทธิทำการเลี้ยงสัตว์ชนิด หรือประเภทนั้นในเขตนั้น

    ดังนั้น การกำหนดเขตควบคุมดังกล่าว จึงควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ตั้งอยู่บนพื้นฐานจากข้อเท็จจริง ที่มีความจำเป็นต้องกำหนดเขตเช่นนั้น เช่น กรณีที่พิจารณาเห็นว่า เขตพื้นที่ดังกล่าว เป็นเขตชุมชนหนาแน่น ไม่สมควรให้มีการเลี้ยงสัตว์ เพราะอาจเกิดผลกระทบ ต่อสภาพการดำรงชีวิตของคนในชุมชนนั้น โดยเฉพาะการก่อให้เกิดเหตุรำคาญแก่ชุมชนนั้นเอง

  2. เขตห้ามเลี้ยง หรือปล่อยสัตว์เกินกว่าจำนวนที่กำหนด

    หมายถึง การกำหนดให้เขตพื้นที่ทั้งหมด ในเขตการปกครองของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเขตที่มิให้มีการเลี้ยงสัตว์บางชนิด หรือบางประเภท เกินกว่าจำนวนที่กำหนด เช่น ห้ามเลี้ยงโค หรือกระบือเกินกว่า ตัว หรือห้ามเลี้ยงสุกรเกินกว่า 500 ตัว ในเขตควบคุมดังกล่าว เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันว่า ในเขตชุมชนเช่นนั้น ปริมาณสัตว์จำนวนเท่าใด จึงจะเหมาะสม หรือที่ควรห้าม เพื่อมิให้เกิดปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม หรือเหตุรำคาญต่อชุมชน

  3. เขตที่การเลี้ยงต้องอยู่ภายใต้มาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง

    หมายถึง การกำหนดให้เขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือพื้นที่ทั้งหมด ในเขตการปกครองของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเขตให้เลี้ยงสัตว์บางชนิด บางประเภทได้ ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข หรือมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กรณีที่สุกรตั้งแต่ 30 ตัวขึ้นไป ต้องจัดให้ระบบำบบัดน้ำเสียจากการประกอบกิจการนั้นๆ หรือต้องมีการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน เป็นประจำอย่างน้อยกี่วันต่อครั้ง หรือต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรค เป็นต้น

    การกำหนดเขตควบคุมการเลี้ยง หรือปล่อยสัตว์ทั้ง 3 ลักษณะ จึงอยู่ที่สภาพปัญหาของชุมชน ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านอนามัย สิ่งแวดล้อม หรือปัญหาเหตุรำคาญในชุมชนนั้น หรือความหนาแน่นของชุมชนนั้นด้วย

3.2 วิธีการกำหนดเขตควบคุม

กฎหมายกำหนดให้ ราชการส่วนท้องถิ่นตราเป็นข้อกำหนดของท้องถิ่น หรือข้อบังคับท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า ต้องผ่านพิจารณาของสภาท้องถิ่น หรือเป็นผู้แทนของประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้น ทั้งนี้เพราะ การกำหนดเขตควบคุมดังกล่าว เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการประกอบกิจการเลี้ยง หรือปล่อยในเขตควบคุมนั้น ซึ่งมิใช่ที่ หรือทางสาธารณะนั้นด้วย ดังนั้น การกำหนดเขตควบคุมจึงจำเป็นต้องตราเป็นข้อกำหนดของท้องถิ่น ซึ่งในเขต อบต. ต้องตราเป็นข้อบังคับตำบลนั่นเอง

3.3 การดำเนินการกรณีที่มีการฝ่าฝืน

  1. กรณีที่มีการฝ่าฝืนเขตควบคุมการเลี้ยง หรือปล่อยสัตว์ดังกล่าว ถือว่า เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดของท้องถิ่น จะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ตามมาตรา 73 วรรค 2)
  2. กรณีที่มีสัตว์ถูกปล่อยอยู่ในที่ หรือทางสาธารณะ ซึ่งเป็นเขตห้ามเลี้ยงสัตว์โดยเด็ดขาด โดยไม่ปรากฎเจ้าของ กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น ดำเนินการได้ดังนี้
    • จับและกักสัตว์เหล่านั้นได้ เป็นเวลา 30 วัน ภายใน 30 วัน หากมีเจ้าของมารับ ให้คืนสัตว์นั้นไป แต่เจ้าของสัตว์ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการเลี้ยงสัตว์ แก่ราชการส่วนท้องถิ่นเท่าที่จ่ายจริง
    • หากภายใน 30 วัน แล้ว ไม่มีเจ้าของมารับคืน ให้สัตว์นั้นตกเป็นของราชการส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งสามารถนำไปจำหน่าย เพื่อเป็นรายได้ของราชการส่วนท้องถิ่นได้
    • หากการกักสัตว์นั้น อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์นั้น หรือสัตว์อื่น หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร กฎหมายให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ ขายทอดตลาดได้ แล้วหักค่าใช้จ่ายไป ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้เป็นเวลา 30 วัน หากมีเจ้าของมารับให้คืนเงินนั้นไป แต่หากไม่มี ให้เงินนั้นตกเป็นรายได้ของ ราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
    • หากสัตว์นั้นเป็นโรคติดต่อ กฎหมายให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการทำลายได้ทันที
ดังนั้น การจัดการเรื่อง การป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์ ราชการส่วนท้องถิ่น (อบต.) จึงมีบทบาทในการดำเนินการได้ ตามกฎหมาย ทั้ง 3 ฉบับ ทั้งนี้ เพื่อการควบคุมโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์ และคุ้มครองสภาวะการอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชน ในเขตท้องถิ่นตนได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย
Comments